Knowledge

ประชาชนสามารถตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยแสดงบัตรประชาชนที่มีเลข 13 หลัก และรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรีตามสิทธิ สำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อจะได้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง หากรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีจะได้เข้ารับการรักษาทันที ทั้งนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนปรึกษาเอดส์ โทร. 1663

U = U คืออะไร
U = U หรือ Undetectable = Untransmittable เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ได้จากการศึกษาวิจัย 3 โครงการใหญ่ ซึ่งร่วมกันทำในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เป็นการศึกษาที่วางแผนและดำเนินการอย่างรัดกุม มีการตรวจสอบจากหลายฝ่ายเพื่อให้ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุด ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่แล้วในวารสารการแพทย์ระดับชั้นนำ การศึกษาวิจัยดังกล่าว เป็นการติดตามพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของคู่ผลเลือดต่าง (ฝ่ายหนึ่งติดเชื้อเอชไอวี อีกฝ่ายไม่ติดเชื้อเอชไอวี) ใน 2 กรณี คือ คู่ชายกับชาย และคู่ชายกับหญิง โดยฝ่ายที่ติดเชื้อเอชไอวีทั้ง 2 กรณี ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส จนมีปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 200 copies ต่อซีซีของเลือด หรือที่เรียกว่า “ตรวจไม่เจอ (Undetectable)”
นักวิจัยติดตามคู่ของผู้ติดเชื้อ (ฝ่ายที่ไม่ติดเชื้อ) ทุก 1-2 เดือน โดยให้บันทึกความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ การใส่หรือไม่ใส่ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ในแต่ละครั้ง ซึ่งทุกคนได้รับข้อมูลอย่างดี พร้อมกับได้รับแจกถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น อีกทั้งสามารถขอรับ Pre-exposure prophylaxis (PrEP) และ Post-exposure prophylaxis (PEP) หากมีความต้องการ มีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิส และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เป็นระยะ ๆ จากการติดตามคู่ที่มีผลเลือดต่างดังกล่าวประมาณ 2,000 คู่ (ระยะเวลาในการติดตามแต่ละคู่ โดยเฉลี่ยประมาณปีครึ่ง) “ไม่ปรากฎว่ามีใครติดเชื้อเอชไอวีจากคู่ของเขาเลย” ทั้ง ๆ ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยมากถึง 130,000 ครั้ง (เฉลี่ยปีละ 43 ครั้งต่อคน) แสดงว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสจนตรวจไม่พบเชื้อในเลือดแล้ว (Undetectable) จะไม่ถ่ายทอดหรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น (Untransmittable) แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยก็ตาม กล่าวคือ U = U หรือ ไม่เจอ = ไม่แพร่

จากการศึกษาพบว่า ประมาณร้อยละ 40 ของคนที่ไม่ติดเอชไอวีเชื้อในโครงการ ได้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคนอื่นนอกคู่ กลุ่มคนเหล่านี้ได้ติดเชื้อเอชไอวี 15 ราย ซึ่งทุกรายพิสูจน์ได้ว่าเป็นเชื้อคนละตัวกับคู่ของตัวเองที่ติดเชื้อ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า “การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสจนตรวจไม่เจอเชื้อในเลือดแล้ว ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคนที่ไม่รู้สถานะการติดเชื้อ (ไม่เคยตรวจเลือด) หรือกับคนที่เคยตรวจแล้วว่าไม่ติดเชื้อแต่นานเกิน 3-6 เดือนไปแล้ว ซึ่งอาจติดเชื้อขึ้นมาแล้วก็ได้”

ข้อมูลเชิงประจักษ์เรื่อง U = U มีการศึกษามาก่อนนั้นหลายปี พบว่าการเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วจะสามารถป้องกันคู่นอนของเขาไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 96% ที่รู้จักกันในชื่อว่า “Treatment as Prevention” โดยอีก 4% ที่ยังติดเชื้อเอชไอวีอยู่นั้นเป็นเพราะกินยาต้านไวรัสยังไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งถือว่ายังไม่ถึงระดับ undetectable และหากดูเฉพาะคู่ของคนที่ undetectable ก็จะป้องกันได้ 100% เช่นกัน ดังนั้น U = U จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีใครแย้งได้ ส่วนจะมีวิธีการตรวจสอบผู้ติดเชื้อว่าอยู่ในภาวะ Undetectable ได้อย่างไรนั้น หากจะดูเพียงรูปลักษณ์ภายนอกคงบอกไม่ได้ นอกจากการตรวจวัดระดับปริมาณไวรัสในเลือดที่ผู้ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์ตรวจได้ปีละครั้ง หรือมากกว่านั้นถ้ามีประวัติกินยาไม่ต่อเนื่อง หรือในปีแรกที่กินยาตรวจได้ 2 ครั้งคือ หลังกินยา 6 เดือนและ 12 เดือน ดังนั้น ผู้ที่สามารถทราบผลเลือดได้คือ แพทย์ผู้รักษาและตัวคนไข้เอง คนอื่นอยากจะรู้ก็ต้องถามคนไข้ ส่วนคนไข้จะบอกความจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมว่ามีเหตุใดที่จะทำให้เขาไม่พูดความจริงหรือไม่ และคนที่รับข้อมูลก็ต้องไปชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของข้อมูลเองเพื่อตัดสินใจกระทำการใด ๆ

เพร็พ (PREP) คืออะไร
เพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis การป้องกันโรคก่อนได้รับเชื้อ นี่คือวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวีโดยการทานยาวันละหนึ่งเม็ดทุกวัน

เพร็พ (PrEP)
ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้ออย่างอื่นที่คุณจะสามารถติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ มันจึงยังเป็นสิ่งสาคัญที่คุณจะต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันจากโรค

เพร็พ (PREP) เหมาะสำหรับผู้ใด
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อเอชไอวี คุณมีความเสี่ยงสูงหากคุณเป็นเพศชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับผู้ชายคนอื่นและไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่มีเชื้อเอชไอวีและคุณต้องการที่จะมีบุตร
คู่ครองของคุณมีเชื้อเอชไอวีแต่ไม่รับประทานยาต้านเชื้อเอชไอวี และไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ

เพร็พ (PrEP) สามารถช่วยให้คุณกังวลน้อยลงเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี
เพร็พ (PREP) ป้องกันจากการติดเชื้อเอชไอวีได้มากแค่ไหน
เพร็พ (PrEP) ทำงานได้ดีถ้าคุณรับประทานทุกวัน คุณควรพยายามที่จะรับประทานมันในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน หากคุณไม่รับประทานยาทุกวันคุณอาจจะไม่ได้รับการป้องกันจากเชื้อเอชไอวีได้ดีนัก

ฉันจะต้องใช้เพร็พ (PREP) นานแค่ไหนก่อนที่ฉันจะได้รับการป้องกันจากการติดเชื้อเอชไอวี?
หากคุณเป็นเพศชายที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันคุณจะได้รับการป้องกันหลังจากการใช้เพร็พ (PrEP) ทุกวันเป็นเวลา 7 วัน ถ้าคุณเป็นผู้หญิงคุณจะต้องใช้มันทุกวันเป็นเวลา 20 วันก่อนที่คุณจะได้รับการป้องกันได้


เพร็พ (PREP) มีผลข้างเคียงไหม?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีผลข้างเคียง คนส่วนใหญ่จะไม่มีผลข้างเคียง ผลข้างเคียงอาจรวมถึงอาการคลื่นไส้, เวียนศีรษะ, ปวดหัว, เหน็ดเหนื่อย,ปวดท้องและท้องเสีย โดยปกติอาการเหล่านี้จะหยุดหลังจากสองถึงสามสัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการนานมากกว่านั้นคุณควรพบแพทย์ของคุณ

จะมีผลข้างเคียงในระยะยาวไหม?
คนส่วนใหญ่ที่ใช้เพร็พ (PrEP) ไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงใด ๆ อย่างไรก็ตามการใช้เพร็พ (PrEP) ในระยะยาวสามารถมีผลต่อไตของคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไตของคุณจะต้องถูกการตรวจสอบแพทย์ของคุณจะทำการตรวจเลือดทุก ๆ สามเดือนในขณะที่คุณใช้เพร็พ (PrEP) อยู่

ถ้าฉันใช้เพร็พ (PREP) ฉันจะต้องใช้มันตลอดไปไหม?
คุณไม่ต้องใช้เพร็พตลอดไป คุณสามารถหยุดและเริ่มใช้เพร็พ (PrEP) ตามความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตและความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีของคุณ คุณควรใช้เพร็พ (PrEP) ในช่วงเวลาที่คุณมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อเอชไอวีเท่านั้น
อย่างเช่น คุณอาจใช้เพร็พ (PrEP) เมื่อคุณมีคู่นอนเป็นจำนวนมาก หรือคุณกำลังพยายามที่จะมีบุตร คุณสามารถหยุดการใช้เพร็พ (PrEP) ได้ถ้าสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลง

ฉันสามารถใช้เพร็พ (PREP) ได้ไหมถ้าฉันพยายามที่จะตั้งครรภ์?
ใช่ คุณสามารถใช้ได้ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะตั้งครรภ์และคู่ของคุณมีเชื้อเอชไอวี คุณสามารถใช้เพร็พ (PrEP) เพื่อป้องกันตัวเองและทารกของคุณจากเชื้อเอชไอวี เพื่อที่จะได้รับการคุ้มครองจากเชื้อเอชไอวีคุณจะต้องใช้เพร็พ (PrEP) ทุกวันเป็นเวลา 20 วันก่อนที่คุณและคู่ของคุณจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย คุณต้องใช้เพร็พ (PrEP) ทุกวันในขณะที่คุณกำลังพยายามที่จะตั้งครรภ์และใช้เพร็พ (PrEP) เป็นเวลา 30 วันหลังจากครั้งสุดท้ายที่คุณมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การใช้เพร็พ (PrEP) จะไม่หยุดคุณจากการตั้งครรภ์
ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีและคู่ของคุณไม่ได้มีเชื้อเอชไอวี คู่ของคุณสามารถใช้เพร็พ (PrEP) เพื่อป้องกันตัวเขาเองเมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

ฉันสามารถใช้เพร็พ (PREP) ได้หรือไม่ถ้าฉันใช้ยาอื่นๆอยู่?
ใช้ได้ มันมักจะปลอดภัยที่จะใช้เพร็พ (PrEP) และยาอื่นๆในเวลาเดียวกัน แต่คุณควรสามารถตรวจสอบกับแพทย์ของคุณทุกครั้ง

ฉันจะได้รับเพร็พ (PREP) ได้อย่างไร
ต้องตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี ถ้าผลแสดงว่าคุณมีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วคุณไม่ควรใช้เพร็พ (PrEP)
การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี หากคุณมีโรคไวรัสตับอักเสบบีที่เรื้อรังคุณอาจจะต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณสามารถใช้เพร็พ(PrEP) ได้หรือไม่ การตรวจไต (จากการตรวจเลือด) เนื่องจากสามารถรับผลกระทบจากยาเพร็พ (PrEP) ได้ การตรวจหาการติดเชื้ออื่นๆที่คุณได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าหากว่าเพร็พ (PrEP) เหมาะกับคุณ แพทย์จะออกใบสั่งยา และอธิบายวิธีการต่าง ๆ ที่คุณจะสามารถรับเพร็พ (PrEP) ได้

ยา PEP ย่อมาจาก post-exposture prophylaxis เป็นการนำยาต้านไวรัสมาจ่ายให้คนที่เพิ่งจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ให้กินภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น ถุงยางอนามัยแตก ถูกข่มขืน พลาดไปมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย หรือแม้แต่การถูกเข็มตำหรือของมีคมบาดในสถานพยาบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ HIV โดยจะต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอไปเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์หลังจากมีความเสี่ยง

PEP ประกอบด้วยยาต้านไวรัส 3 ชนิดโดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกชนิดให้เป็นรายบุคคลไป ดังนี้
Nevirapine ( NVP ) 200 mg
Lamivudine ( 3TC ) 150 mg
Stavudine ( d4T ) 30 mg
จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาปรับเปลี่ยนสูตรยา PEP ตามความเหมาะสม ในบางรายแพทย์อาจให้ ยา GPO vir Z250mg เพียงตัวเอง ซึ่งในยานี้มีชนิดยาทั้ง 3 ชนิดผสมอยู่ด้วยแล้ว

ใครบ้างที่ควรได้รับยาเป็ป ( PEP )
ผู้ที่จะทานยา PEP ต้องเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อแบบกะทันหัน
คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน,ถูกล่วงละเมิดทางเพศมา,มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อาจจะมีเชื้อเอชไอแล้วถุงยางอนามัยหลุดหรือฉีกขาด เรียกว่ามีไว้สำหรับผู้ที่คาดว่ามีการสัมผัสเชื้อเอชไอวีแบบไม่ตั้งใจ จำเป็นต้องกินยาให้เร็วที่สุดภายหลังการสัมผัสเชื้อจากภาวะเสี่ยงต่างๆ

ยา PEP ป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้กี่เปอร์เซ็นต์
คำถามยอดฮิตที่เชื่อว่าอยู่ในหัวของคนไข้ทุกคนที่จะกิน PEP แน่นอนว่าการใช้ยา PEP ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ 100% แต่เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการที่คนคนนึงจะติดเชื้อ HIV หรือไม่หลังได้รับยา PEP นั้นมีมากมายหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งของโรคที่รับเชื้อมา ว่ามีปริมาณ viral load มากน้อยแค่ไหน

วิธีการที่คนไข้รับเชื้อมาว่ามาจากเพศสัมพันธ์ในลักษณะไหนหรือโดนเข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนมา ระยะเวลาที่เริ่มกินยา PEP (ถึงแม้จะบอกว่าให้ทานภายใน 72 ชั่วโมงแต่ในทางปฏิบัติยิ่งทานเร็วก็จะส่งผลยิ่งดี ) ความสม่ำเสมอในการทานยา ความเข็งแรงของตัวคนไข้เอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโอกาสที่คนไข้จะติดหรือไม่ติดเชื้อ HIV ทั้งสิ้น

จากงานวิจัยการเก็บข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่ใช้ยา PEP รวมถึงโมเดลทดลองในสัตว์ พบว่าการใช้ยา PEP มีประโยชน์สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้จริง บางงานวิจัยให้ผลสรุปว่าการให้ยา PEP ภายใน 24 ชั่วโมงในลิงที่ทดลองฉีดเชื้อ HIV เข้าไป สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 100%

แต่ก็ดังที่กล่าวข้างต้นปัจจัยที่มีผลประสิทธิภาพของยา PEP นั้นมีมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดอที่เราสามารถทำได้หลังพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV แล้วนั้นคือการพบแพทย์เพื่อปรึกษาประเมินความเสี่ยงและรับยา PEP ให้เร็วที่สุดนั่นเอง

ยา PEP ต้องกินนานแค่ไหน
การกินยา PEP ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับความเสี่ยง โดยกินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน(กินเวลาเดิม) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 28 วัน โดยสูตรยาที่กินจะมีทั้งแบบวันละครั้งและวันละ 2 ครั้ง หลังจากกินยาครบแพทย์จะนัดคนไข้มาเจาะเลือดเพื่อตรวจ HIV อีกครั้ง

แพทย์ชี้ "ยาไฮ" เป็นยาเสพติดประเภทเดียวกับยาไอซ์ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทจัดเป็นยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางอย่างแรง มากกว่ายาบ้ามาก พร้อมเตือนกลุ่มผู้ยาไฮเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดและ HIV นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับยาเสพติด ที่ชื่อ “ไฮ” โดยระบุว่าผู้ใช้ยาดังกล่าวเป็นกลุ่มชายรักชายหรือกลุ่มวัยรุ่น ที่มีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่าการใช้ยาเสพติดไฮมีความเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดและติดเชื้อ HIV ทั้งนี้ ไฮ คือสารเสพติดประเภทยาไอซ์ ที่ถูกนำมาเรียกชื่อใหม่ ยาไอซ์มีความบริสุทธิ์สูงกว่ายาบ้า 4-5 เท่า ดังนั้น เมื่อเสพแล้วจึงออกฤทธิ์เร็วและแรงกว่ายาบ้า ไอซ์ (Crystal Meth) หรือ เมทแอมเฟตามีน ไฮโดรคลอไรด์ เป็นยาเสพติดมีลักษณะเป็นผลึกใสคล้ายน้ำแข็ง ตามพ.ร.บยาเสพติดให้โทษ พ.ศ 2522 จัดเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรงประเภทที่ 1 ผู้เสพเชื่อว่าเมื่อใช้ยาจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศทำให้มีกิจกรรมได้นานสนุกมากขึ้น ไฮ มาจากคำว่า HIGH แปลว่า สูง บินได้ เมื่อได้ยาเข้าไป อารมณ์จะฟุ้ง มีความสุข ควบคุมตัวเองไม่ได้ เหมือนล่องลอย บินมีความสุข โดยสิ่งที่น่ากลัว คือ ผู้เสพใช้เข็มฉีดยาและกระบอกฉีดยาร่วมกัน ซึ่งมีโอกาสติดโรคที่ติดต่อทางเลือดได้โดยเฉพาะ HIV

Follow Us

164/29 ถนนชาตะผดุง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
โทร.043-002350,064-0023248
อีเมล์ actteamkhonkaen@gmail.com

The site was designed with Mobirise templates